ถ้าคิดว่า AI ฝั่งจีนมีแค่ DeepSeek ละก็ ไม่ใช่เลย จีนมีบริษัทโมเดล AI อีกเพียบ หนึ่งในนั้นคือดาวรุ่งชื่อ MiniMax ที่เพิ่ง IPO เข้าตลาดหุ้นฮ่องกงไปเมื่อต้นเดือน ม.ค. นี้เอง ตอนนี้ราคาพุ่งมาแล้วมากกว่า 200% ตั้งแต่เข้าตลาด เกิดอะไรขึ้น ทำไมราคาถึงขึ้นแรงขนาดนี้ ต้องมีของดีอะไรซ่อนอยู่บ้างแหละ
ตอนแรกที่ได้ยินชื่อบริษัทนี้ ในหัวนึกถึงช่องดูบอลพรีเมียร์ลีกในไทย (MonoMax) แต่จริงๆ แล้วคือ บริษัท AI ที่โฟกัสกับการพัฒนาโมเดลภาษา LLM คล้ายกับ OpenAI และ Anthropic ของฝั่งตะวันตก และเป็นหนึ่งในเสือวงการ AI จีน (China’s AI Tigers) ร่วมกับ Moonshot AI, Baichuan และ Zhipu AI
แต่ MiniMax วางฐานมาดีระดับหนึ่ง มองภาพระยะยาวมากกว่า OpenAI หรือ Anthropic ด้วยการพัฒนาโมเดลแบบ Multimodal ให้รับงานได้หลายแบบไม่ว่า Input จะมาเป็นข้อความ เสียง หรือวิดีโอ ทีนี้บริษัทก็จะเอาความสามารถนี้แหละไปสร้างแอพ AI ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตจริงมากขึ้น (ช่วงแรก OpenAI พัฒนามารับเฉพาะข้อความ แล้วค่อยพัฒนา Input อื่นเพิ่มตามมา)
บริษัทปล่อยโมเดลภาษาภายใต้ชื่อ MiniMax M series ถามว่าโมเดลฝั่งจีนคงสู้ตะวันตกยากแหละ จากผลทดสอบมาตรฐานโมเดล AI ถึงจะตามหลังฝั่งตะวันตกบ้าง แต่คะแนนก็ไม่แย่ ไม่ได้ถูกทิ้งห่างชนิดไม่เห็นฝุ่น เผลอๆ ถ้าเป็นสายประหยัดงบ ก็เอามาใช้แทนกันได้
สำหรับโมเดลที่เป็น Text ก็มี M series แล้วด้วยการเป็น Multimodal เลยแตกเป็นโมเดล Video ชื่อ Hailuo โมเดล Voice ชื่อ Speech โมเดล Music ชื่อ Music และโมเดล Picture ชื่อ Image
ตอนนี้เพจมีเปิดรับสมาชิกใน Youtube แล้วนะครับ เดือนละ 300 บาท สมาชิก TL GrowthSignal
Deep Dive หุ้นเติบโตตัวท๊อป
Update Theme ลงทุนล่าสุด
คอร์สเรียนหุ้นพิเศษรายเดือน
No Hype, Zero Noise, Pure Signal
เดือนละ 300 บาท !
MiniMax ขึ้นชื่อเรื่องความแตกต่างจากบริษัท AI จีนอื่น เพราะบริษัทตั้งเป้าแต่แรกว่าจะไม่โฟกัสแหล่งรายได้แค่ในจีนอย่างเดียว เลยขยายธุรกิจไปต่างประเทศก่อน แถมมีกลยุทธ์โมเดล Multimodal บริษัทเลยแตกออกมาหลายโมเดล เอามาทำแอปหลากหลาย มีฟีเจอร์ล้ำๆ
ที่สร้างชื่อเป็น Product เรือธง ก็มี Talkie แอปแชทบอทที่ผู้ใช้สร้างตัวละคร AI กำหนดได้ทั้งหน้าตา บุคลิก รองรับการพูดคุยทั้งข้อความและเสียง กับ Hailuo AI แอปสร้างวิดีโอด้วย AI แอปเหล่านี้จะเป็นรายได้จากฝั่ง Consumer (ผู้ใช้ทั่วไป)
บริษัทยังมีรายได้จากฝั่ง Business ด้วยบริการ API ให้ Enterprise หรือใครก็ได้ที่ต้องการพัฒนา AI เข้ามาใช้โมเดล Opensource M series เอาไปต่อยอด Product AI ของตัวเอง
พอรวมทั้งฝั่ง Consumer กับ Business จะเห็นเลยว่า MiniMax มีพอร์ต Product ค่อนข้างกว้าง ชนได้หมดทั้งในจีนและทั่วโลก ก็เลยเข้าใจว่าทำไมถึงเริ่มพัฒนาโมเดลแบบ Multimodal ตั้งแต่แรก
จนถึงเดือน ก.พ. 2026 บริษัทมี Users รวมแล้ว 236 ล้านบัญชี และลูกค้าที่เป็น Enterprise และ Developers 214,000 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าจากเมื่อเดือน ธ.ค. 2025
ปี 2025 บริษัทมีรายได้จากจีน 27% และทั่วโลก 73% รายได้ 70% จากทั่วโลกเริ่มเป็นสัดส่วนประมาณนี้ตั้งแต่ปี 2024 ส่วนตอนปี 2023 ยังมาจากจีน 81% ทั่วโลกแค่ 19%
แบ่งตาม Product จะมาจาก AI-native (แอป) 67.2% และ Open Platform (Enterprise Service) 32.8% สัดส่วนคล้ายกับปี 2024 แต่ปี 2023 AI-native (แอป) มีสัดส่วนแค่ 21.9% และ Open Platform (Enterprise Service) 78.1%
อย่างแรกบริษัทเอา Hybrid Lightning Attention มาใช้ในโมเดล M series ตั้งแต่รุ่น M2 เป็นการแก้ปัญหาหลักของโมเดล LLM ขนาดใหญ่ที่สิ้นเปลืองหน่วยความจำและมีต้นทุนการประมวลผลสูง
เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายหน่อย ปกติแล้วโมเดลทั่วไปจะเหมือนอ่านหนังสือทุกอักษร แล้วทุกครั้งจะอ่านใหม่ ทีนี้พอยิ่งอ่านเยอะ ยิ่งช้าลง แต่ Hybrid Lightning Attention จะเหมือนกับอ่านไปสรุปไป เน้นอ่านเฉพาะจุดสำคัญ
อย่างโมเดล M2.1 ที่ปล่อยออกมาเมื่อเดือน ธ.ค. 2025 รับข้อมูลประมวลผลได้ถึง 4 million token มากกว่าโมเดลชั้นนำทั่วไปที่ประมวลได้ประมาณ 128,000-200,000 token อันนี้จะมีประโยชน์กับผู้ใช้ระดับ Enterprise ที่ไม่ต้องคอยเลือกข้อมูลไปประมวล ไม่ต้องทำระบบคัดข้อมูล
อย่างที่สอง โมเดล AI ของบริษัทใช้วิธี Mixture-of-Experts เหมือนมีผู้เชี่ยวชาญหลายด้านในโมเดลเดียว แต่พอต้องหาคำตอบ จะเรียกใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนั้น ทำให้สามารถรันโมเดลบน Hardware ทั่วไปได้ ไม่ต้องใช้สเปคเทพ
สุดท้ายก็คือ Multimodal ที่บริษัทเลือกฝึกโมเดลด้วย Input ทุกแบบตั้งแต่เริ่ม ทำให้ผลลัพธ์ดูไหลลื่น เอาไปประยุกต์ออก Product หลากหลาย
ดูเหมือนว่า MiniMax ไม่ได้ต้องการสร้างโมเดล AI ที่เทพที่สุดในโลก แต่เจาะตลาดผู้ใช้ที่เน้นความคุ้มค่าต่อประสิทธิภาพในแต่ละครั้งที่รันฝึกโมเดล AI
เพิ่งปล่อยโมเดล M2 ได้ไม่นานเมื่อเดือน ธ.ค. 2025 ก็ปล่อย M2.1 แล้วต่อด้วยล่าสุด M2.5 บริษัทเคลมว่าเป็นโมเดลที่คุ้มค่าจนใช้ได้แบบไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย โมเดล M2.5 มีต้นทุนของการรันผลลัพธ์เดียวกันแค่ 1 ใน 10 ถึง 1 ใน 20 ของ Claude Opus, Gemini 3 Pro และ GPT-5 น่าจะเพราะจุดเด่นนี้ ทำให้การใช้ Token เฉลี่ยต่อวัน เพิ่มขึ้น 6 เท่า
ถามว่าเรื่องความเก่งประมาณไหน?
เรื่อง Coding พัฒนาจาก M2 เยอะมาก บางด้านยังเป็นรองฝั่งตะวันตก แต่โดยรวมเทียบเท่า Claude Opus 4.5
เรื่อง Search and Tool calling ตอนเป็น M2.1 สู้ฝั่งตะวันตกไม่ได้เลย ตอนนี้ขึ้นมาชนะ Gemini 3 Pro สูสี GPT-5.2
สุดท้ายเรื่อง Office Work ทำได้ดีกว่า GPT-5.2 และ Gemini 3 Pro ทุกด้าน ยังเป็นรอง Claude Opus 4.6 แต่ไม่ได้ถูกทิ้งห่างมาก
ด้วยการเทรนที่เน้นย่อยข้อมูลสำคัญ ทำให้ความเร็วการประมวลผลก็เร็วกว่าโมเดลฝั่งตะวันตกเกือบเท่าตัว ตอนนี้เทียบเท่า Claude Opus 4.6 แต่ย้ำว่าต้นทุนต่ำกว่าประมาณ 10 เท่า
พูดง่ายๆ ว่า M2.5 ยังเป็นโมเดลระดับหัวแถว ไม่ถึงกับต้องเป็นอันดับ 1 แต่เน้นที่จุดเด่นด้านต้นทุนต่ำและความเร็ว เน้นจนคุ้มค่ามากพอกับงานโดยส่วนใหญ่ (ตามสไตล์ AI ฝั่งจีน)
ทั้งปี 2025 รายได้โตแรงมาก 159% (YoY) มาที่ $79 million รายได้จาก AI-native เพิ่มขึ้น 143% (YoY) และ Open Platform เพิ่มขึ้น 198% (YoY)
ฝั่ง Consumer โตน้อยกว่า Enterprise หรือจะเริ่มชัดแล้วว่าตอนนี้ยังเป็นยุคที่ตลาดต้องการ Opensource เอาไปพัฒนา Product ตัวเองก่อน
Gross Profit Margin ดีขึ้นเยอะ จากปี 2024 ที่ 12.2% ปี 2025 เพิ่มแรงมาที่ 25.4% ด้วยสัดส่วนรายได้ส่วนใหญ่มาจาก Service ฝั่ง Enterprise ขาย API ที่โดยธรรมชาติมี Gross Profit Margin เยอะกว่า Consumer แล้วปี 2025 บริษัทเริ่มเข้าที่เข้ามาง พัฒนาประสิทธิภาพโมเดลกับเรื่อง Infrastructure ก็เลยเห็นว่า Gross Profit Margin ดีขึ้นมาก
หลังจากนี้ต้องตามว่าพอถึงเวลาที่ต้องขยับสัดส่วนรายได้ฝั่ง Consumer เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะด้วยบริษัทขยับเองก่อนหรือตามทิศทางตลาด บริษัทจะทำ Gross Profit Margin ดีเท่าหรือมากเดิมหรือไม่? (นักลงทุนอยากเห็นดีขึ้นแหละ)
SG&A ก็เพิ่มขึ้นตามธุรกิจ ค่าใช้จ่ายรวม $88.7 million ลดจากปีที่แล้ว $101.4 million เข้าไปดูรายละเอียด ค่าใช้จ่าย Selling and Marketing ลดลง 40% (YoY) เพราะตัว Product โตด้วยตัวเองแบบ Organic บริษัทไม่ต้องอัดโปรโมชั่นเหมือนเมื่อก่อน ส่วนค่าใช้จ่าย Administrative เพิ่มขึ้น 155.9% (YoY) บริษัทต้องเพิ่มพนักงานแล้วก็มีค่าใช้จ่ายการ list เข้าตลาดหุ้นด้วย ค่าใช้จ่ายเลยเพิ่มแรง
กับค่าใช้จ่าย R&D ยังไงก็ต้องเพิ่ม ใช้ไป $252.8 million เพิ่มขึ้น 33.8% (YoY) แน่นอนว่าต้องใช้ไปกับเรื่องพัฒนาโมเดล ถือว่าออกดอกออกผลนะ เพราะรายได้เติบโตเยอะกว่ามาก
สุดท้ายปี 2025 บริษัทยังขาดทุนเยอะอยู่ถึง $1,871.6 million จากปี 2024 ที่ขาดทุน $465.2 million ส่วนหนึ่งมาจากการบันทึกFair Value Loss ของหุ้นบุริมสิทธิที่ออกไปตั้งแต่ก่อน IPO พอดีไปอ่านเจอว่าตลาดคาดหวังว่าบริษัทจะต้องมีกำไรประมาณปี 2029
ส่วนเงินสดยังพออุ่นใจบ้าง เพิ่มขึ้นมาเป็น $1,050.3 million จากปี 2024 มีอยู่ $880.6 million
ถ้าใครตาม 5-Layer Cake ของ Jensen Huang ก็จะรู้ว่าการพัฒนา AI เริ่มจากพวกชิปกับโครงสร้างพื้นฐานทั้งหลาย ซึ่งกำลังฮอตที่สุด เพื่อที่จะเอาไปพัฒนาโมเดลที่ MiniMax ก็ทำอยู่เหมือนกัน พอพัฒนาไปถึงระดับหนึ่งแล้ว ก็ถึงเวลาปล่อยของสร้างรายได้เป็นแอปพลิเคชั่นเอาไปใช้กับชีวิตประจำวัน
ดูจากประมาณการการเติบโตตลาดที่เกี่ยวกับโมเดล ก็ต้องยอมรับก่อนว่าจากนี้ไประหว่างปี 2024-2029 ตลาดยังเติบโตแรงมาก แต่ลดจากปี 2023-2024 แนวโน้มจะเป็นแอปพลิเคชั่นที่โตมากกว่า MaaS แล้ว พอดูจากสงครามแอปพลิเคชั่นด้านต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้น ชัดมากว่าถ้าแอปพลิเคชั่นไม่เด่น ฟีเจอร์ไม่ปัง งานนนี้มีโอกาสโดนเบียดตกรถ ชนิดที่กลับมาไม่ได้อีกเลยแน่ๆ
มันก็อยู่ที่ว่าช่วงนี้ MiniMax จะพัฒนาโมเดลพร้อมมากขนาดไหน พอถึงเวลาต้องแปลงเป็นแอปหารายได้แล้ว จะเอาอยู่หรือไม่?
หรือจะเลือกเดินให้สุดกับรายได้จากฝั่ง Enterprise ซึ่ง MiniMax เดินมาถูกทางแล้วเรื่องทำ AI ให้คุ้มค่าราคา แล้วขาย API เพรา Margin ค่อนข้างดีและดีกว่าแอป แล้วบาง Enterprise ก็ไม่ได้ต้องการ AI ระดับเทพ ค่าใช้จ่ายแพง เหลือแค่ MiniMax ต้องสร้างชื่อเรื่องความน่าเชื่อถือและการ Integrate กับ Workflow แต่ละ Enterprise ให้ใช้งานจริงได้
มันน่าสนใจอยู่นะว่าทำไม MiniMax ต้องรีบเข้าตลาดตอนนี้ แล้วไม่ใช่แค่ MiniMax นะ คู่แข่งหลักอย่าง ZhipuAI ก็ IPO เหมือนกัน ต่างจาก OpenAI และ Anthropic ที่ยังไม่เร่งเข้าตลาดขนาดนี้ นักวิเคราะห์มองว่าบริษัทจีนเริ่มหาเงินทุนนอกตลาดยาก เลยต้องเลือก IPO ระดมทุนเอาไปสู้กับฝั่งตะวันตก
แล้วถ้า OpenAI กับ Anthropic เข้าตลาดหุ้นแล้ว ก็คงเหมือนจุดพีคของหนังเรื่องนี้ บริษัทที่ IPO หลังจากนั้นคงกร่อยแน่ เพราะงั้นพอรวมเหตุผลทั้งหมดแล้ว ก็ไม่แปลกที่ MiniMax กับผองเพื่อนจะรีบเข้าตลาดตอนนี้
ช่วงที่ยักษ์ใหญ่ฝั่งอเมริกาเข้า IPO เม็ดเงินคงไหลไปทางนั้นหมด ก็ต้องเตรียมใจไว้หน่อยว่าแก๊งฝั่งจีนคงเงียบเหงาไปสักพัก หรืออาจคดีพลิก (แต่ความเป็นไปได้น้อยกว่า) กลายเป็นกระตุ้นเม็ดเงินแห่เข้าหุ้นโมเดล AI ทั้งหมด
เพราะ AI เป็นสิ่งใหม่ ทุกอย่างเพิ่งเริ่มต้น ยังไม่มีกรอบ แถมยังใช้ข้อมูลจากบริษัท Software ในอดีตมาเทียบแทบไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ MiniMax ต้องจัดการต้นทุนต่อ Token ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อจะได้เพิ่ม Margin ต่อ Token ถ้าทำไม่สำเร็จ ก็ไม่รอด
พูดถึงเรื่อง Margin ล่าสุดมีข่าวว่า MiniMax เป็นหนึ่งในบริษัท AI จีนที่แอบเข้าดูดความสามารถจาก Anthropic โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือนี่จะเป็นเคล็ดลับต้นทุนราคาถูก ซึ่งถ้าใช่ แล้ว Anthropic จัดการป้องกันสำเร็จ MiniMax จะเอาตัวรอด รักษาต้นทุนราคาถูกต่อยังไง?
แล้วยังมีรายงานจากคนใช้ AI จริงๆ บอกว่าต้นทุนเมื่อเทียบกับ Claude ต่ำกว่าจริง แต่ไม่ได้ต่ำขนาดที่บริษัทโปรโมท เพราะที่โปรโมทไม่ได้รวมราคา Token ฝั่งผู้ใช้ขึ้นราคา
คือถ้าจะลงทุนหุ้น AI แนวพัฒนาโมเดล ก็ต้องรับกับความไม่แน่นอน การ Explore โลกใหม่ ซึ่งไม่แน่ว่าผลลัพธ์อาจเซอร์ไพรส์ก็ได้ แต่ที่แน่ๆ คือ การ IPO ของบริษัท AI ฝั่งจีน ก็กระตุกตลาดให้เริ่มสงสัยแล้วว่าไม่ใช่โมเดล AI ขั้นเทพจะทำเงินได้เสมอไป โลกอาจมีช่องว่างเหลือมากพอสำหรับโมเดล AI ต้นทุนต่ำ
No posts

Comments
Nothing yet. Say the first thing.
Sign in to join the conversation.