หลุดหายไปนานกับ Intel บริษัทที่เมื่อก่อนมองคอมเครื่องไหนก็ต้องเจอชิปของ Intel อยู่ทุกเครื่อง ตอนนี้บริษัทจัดระเบียบใหม่ กลับมาด้วยแนวทางการใช้ CEO จากสายวิศวกรรมอีกครั้ง พร้อมภารกิจหลักปั้นธุรกิจ Fonndry ให้ประสบความสำเร็จ ผลิตชิปให้ใช้เองและรับผลิตให้ลูกค้าด้วย คำถาม คือ จะกลับมาได้ยัง? จะกลับมาเมื่อไหร่?
ถ้า Intel ทำ Yield การผลิตของโรงงาน Foundry ได้มากถึงจุดที่สามารถผลิตระดับใหญ่ได้ จะเป็นบริษัทชิปเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้นที่สามารถทำทุกอย่างได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งออกแบบ ผลิต ไปถึงขายชิป ซึ่ง Intel ทำอยู่ 3 ธุรกิจหลัก คือ 1.) ขายชิป CPU 2.) ขายชิป AI และ 3.) โรงงาน Foundry
CPU เป็นธุรกิจที่ Intel ครองตลาดมากและยาวนานสุด แต่ช่วงหลังโดนคู่แข่ง AMD ตีตลาดได้ทั้ง CPU สำหรับ PC และ Data Center แถม x86 ยังเจอ ARM เข้ามาแย่งตลาดไปด้วยอีก ธุรกิจ AI แทบไม่มีบทบาทในตลาด GPU สำหรับ Data Center มีเพียงแค่ยอดขายการ์ดจอแบบ on board ส่วนธุรกิจ Foundry บริษัทกำลังพากลับเข้าเส้นทางที่ควรจะเป็น
Intel รุ่งเรืองแตะระดับสูงสุดในยุค Andy Grove นั่งแท่นเป็น CEO ครองตลาดชิป CPU ทั้ง PC และ Data Center พอถึงยุค 2000 Intel เปลี่ยน CEO มาใช้คนจากสายธุรกิจแทนสายวิศวกรรม แล้วก็เริ่มพลาดโอกาสใหญ่ไปหลายครั้ง มองไม่เห็นทิศทาง R&D คู่แข่งก็ไล่ตามทัน ผลสุดท้าย Intel เสียตลาดทั้งฝั่ง CPU คอม PC โรงงาน Foundry ตาม TSMC ไม่เห็นฝุ่น ส่วนธุรกิจ AI ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก
Intel กลับมาใช้ CEO จากสายวิศวกรรมอีกครั้ง คนปัจจุบันชื่อ Lip-Bu Tan ที่เน้นพัฒนาการผลิตชิปยุคใหม่ พัฒนาธุรกิจ Foundry ลดขั้นตอนการบริหารองค์กร เน้นวินัยทางการเงินอย่างเข้ม มีการชะลอหรือยกเลิกโครงการที่ยังไม่เห็นคำสั่งซื้อจากลูกค้าที่คุ้มค่าออกไปก่อน จะเดินหน้าอะไรต้องเห็นความต้องการชัดๆ
บริษัทเปิดตัวชิปรุ่นใหม่ Intel 18A ที่ใช้เทคโนโลยี 1.8 nm แต่ตลาดก็จัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับชิป 2 nm ของฝั่ง TSMC, Samsung ตอนนี้ถึงจะมีสินค้าผลิตบนพื้นฐานเทคโนโลยี Intel 18A แล้ว แต่ยังแค่เริ่มต้น เพราะด้วย Yield ที่ยังไม่ถึงขั้นสูงมาก ทำให้ผลิตไม่ทันความต้องการ กว่าจะผลิตแบบแข่งขันกับเจ้าอื่นได้คงต้องรออย่างน้อยกลางปี 2026
มีโอกาสที่หลังตลาดเล่นเรื่อง Memory ขาดแคลนเสร็จแล้ว จะมาเล่นเรื่อง CPU ต่อ Intel เองก็บอกในงบเลยว่าทุกอย่างกำลังชี้ว่า CPU จะมีบทบาทใน Data Center มากขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่ AI เริ่มถูกเอามาใช้จริงแล้ว บริษัทมองว่าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากมนุษย์เขียน Prompt ให้ AI ไปสู่ computer-to-computer ซึ่งการคิด Prompt มันต้องใช้ชิป CPU คิดอะไรใหม่ๆ แบบสมองมนุษย์
NVIDIA เข้ามาใส่เงินลงทุน $5 billion ถือหุ้น Intel พร้อมให้ Intel สร้าง Custom x86 CPU ไปใช้ในโครงสร้างพื้นฐาน AI ของ NVIDIA และสำหรับคอม PC ทาง Intel จะใส่ CPU x86 (SOCs) ขั้นเทพเข้าไปในการ์ดจอจาก NVIDIA ยังไม่มีการพูดถึงการให้ Intel ผลิต GPU ให้ NVIDIA แต่อย่างใด
รัฐบาลสหรัฐฯ จ่ายเงินลงทุน $8.9 billion เข้าไปถือหุ้น Intel 10% แทบกลายเป็น National Chip Company ไปแล้ว การแข่งขันระดับโลกรุนแรงขนาดนี้ ไม่แน่ว่าอาจเห็นรัฐบาลใช้อิทธิพลบางอย่าง ขอความร่วมมือกึ่งบังคับให้บริษัทชิปที่ทำธุรกิจในสหรัฐฯ หันมาใช้ Intel Foundry ผลิตชิปให้
ด้วยการผลิตไม่ทันความต้องการ Q4/25 รายได้ลดลง 4.1% (YoY) แล้วการผลิตชิปรุ่นใหม่ (ช่วงเริ่มต้น) ทำให้ Gross Profit Margin 36.1% ลดจาก Q4/24 บริษัทเผยประมาณการ Q1/26 ตั้งรายได้ $11.7-$12.7 billion (ค่ากลาง $12.2 billion) น้อยกว่า Q4/25 ซึ่งปัญหาหลักก็ยังเป็นเรื่องกำลังผลิตไม่พอความต้องการยัง Ramp ไม่ขึ้น
นอกจากปัญหาผลิตไม่ทันแล้ว เรื่อง Memory ขาดแคลน ราคาพุ่งแรงกระทบมาถึง Intel ด้วยราคา Memory ที่สูงมาก ลูกค้าฝั่ง PC ลดต้นทุน ยอมซื้อคอมสเปคต่ำลง
ถ้า Intel แก้ปัญหา Yield ได้ โอกาสมีอีกมหาศาล Intel จะขึ้นมาเป็นอีกผู้เล่นทางเลือกในธุรกิจ Foundry แต่ถ้าทำไม่ได้ Intel จะตกรถกระแส AI โอกาสครั้งใหญ่ระดับร้อยปีมีครั้ง ส่วน Valuation รับข่าวขึ้นมารอด้วยความหวังระดับหนึ่งแล้ว
ติวเข้มสูตรลัดเลือกหุ้นเติบโตคุณภาพสูง เรียนเร็ว ใช้งานได้จริง เห็นก่อนตลาด
==========
ลงทะเบียนสัมมนาและดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ -> https://forms.gle/zuvSfWPqL5myChZx7
อยากถามเพิ่มเติมทัก Inbox เพจมาได้เลยครับ -> https://m.me/trendlongtun
==========
พูดถึง Intel ภาพในหัวชาวเกมเมอร์ Gen Y มันเป็นภาพแห่งความสำเร็จ ภาพของผู้นำด้านชิป CPU ที่ไม่มีคู่แข่งเทียบได้ ทั้งชิปรุ่นตำนานอย่าง Pentium 4 หรือแคมเปญการตลาดชั้นครู Intel Inside
ผ่านมาแล้วไม่น้อยกว่า 20 ปี เข้าสู่ยุคแห่ง AI ยุคที่บริษัทเล็กๆ เมื่อวันนั้นก้าวขึ้นมาแข่งขันอย่างดุเดือด ต้องกลับมาดูกันหน่อยว่า Intel อยู่ตรงไหนของอุตสาหกรรม?
ตอนนี้ Intel เปิดอยู่ 3 ธุรกิจหลัก คือ 1.) ขายชิป CPU 2.) ขายชิป AI และ 3.) โรงงาน Foundry คือ ดูเหมือน Intel จะไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือเลย หรือจะเป็นแค่การเปิดธุรกิจเพื่อเร่งตามโลกที่ไปกันไกลแล้ว เรื่องนี้ยังไม่มีคำตอบ แต่ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอะไร ถ้าทำแล้วสำเร็จ Intel ก็กลับมาเติบโตได้อีกเยอะ
เป็นธุรกิจดั้งเดิมที่ Intel เป็นตำนานและครองตลาดมาอย่างยาวนาน แต่ช่วงหลังเสียส่วนแบ่งตลาดไปมากพอที่ไม่ว่าจะเป็นสายเกมเมอร์ นักลงทุน หรือคนทั่วไปก็เห็นการเปลี่ยนแปลง ตอนนี้ซื้อคอมแต่ละที มีตัวเลือกอื่นนอกจาก Intel แล้ว เอาแค่ CPU สำหรับ Desktop ที่ยังใช้สถาปัตยกรรม x86 ทางฝั่งค่ายแดง AMD มาแรงมาก
นี่ยังไม่รวมสถาปัตยกรรม ARM ซึ่งเด่นมากในฝั่ง Mobile ที่ค่อยๆ เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดไปจาก x86 อีกนะ เรียกว่าจุดที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของ Intel โดนตีแตกไปเยอะ
ส่วนโอกาสใหม่ในฝั่ง Data Center ก็ทรงไม่ค่อยดีเหมือนกัน โดนค่ายแดง AMD แย่งส่วนแบ่งตลาดไปเยอะ แถมเสียเร็วกว่าตลาด CPU Desktop ด้วย
อุตสาหกรรม AI ก็ต้องหนีไม่พ้นชิป GPU คือพูดแค่นี้ก็แทบจะรู้กันหมดแล้วว่าไม่ใช่สนามที่ Intel ได้เปรียบแต่อย่างใด ไม่ว่าจะมองมุมไหน แต่มีข้อมูลบางอย่างสนุกๆ เอามาให้ดูกัน
ส่วนแบ่งตลาด GPU สำหรับ PC หรือที่เรียกกันว่าการ์ดจอ เห็นแบบนี้ก็ตกใจเลยว่า Intel ครองตลาดนี้หรือเนี่ย? ก็ต้องตอบว่าใช่ แต่ดูดีๆ จะเห็นว่านับรวมทั้ง iGPU การ์ดจอ on board ติดมาพร้อมกับ CPU กับ GPU การ์ดจอที่ไปซื้อแยกเอง ทีนี้ก็ไม่แปลกที่ Intel จะมีส่วนแบ่งตลาดมากสุด
ถ้าเอาเฉพาะการ์ดจอซื้อแยก เอาไปประกอบคอมหรือเพิ่มสเปค ยังไงก็เป็นค่ายเขียว NVIDIA ครองตลาด ตามด้วย AMD ส่วน Intel ไม่ทำตลาดนี้เลย
ไปดูฝั่ง Data Center ตามกระแส AI กันบ้าง ชัดเจนว่า Intel แทบไม่มีบทบาทใดๆ ถึงจะมีทำชิปสำหรับตลาด AI อยู่บ้าง แต่ก็เป็นแค่ทางเลือกตัวรอง คิดว่า Intel เองก็รู้สภาพดี เลยหาโอกาสจากตลาดนี้ด้วยการร่วมมือกับ NVIDIA ทำหน้าที่ผลิต CPU ให้ GPU สำหรับ AI ของ NVIDIA
นี่เป็นเป้าหมายหลักที่ Intel หมายมั่นปั้นมือเป็นอย่างมาก แต่ดูจากส่วนแบ่งตลาดของโรงงาน Foundry 2.0 ที่รับผลิตชิปสมัยใหม่ทุกอย่าง Intel ยังห่างไกลจากจุดที่แม้แต่จะเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ด้วยซ้ำ
พอรวมทั้ง CPU, AI และ Foundry เห็นชัดเลยว่า Intel อยู่ในจุดที่อยู่นิ่งไม่ได้แล้ว ซึ่งก็มีการเปลี่ยนแปลงจริงๆ ทั้ง CEO แถมได้รัฐบาลสหรัฐฯ ออกหน้าสนับสนุนเต็มที่
เรื่องราวความเป็นมาของ Intel คือบทเรียนชั้นยอดของบริษัทที่ยิ่งใหญ่แล้วปรับตัวไม่ทันโลก ยึดติดอยู่กับความสำเร็จเดิมๆ จนสุดท้ายต้องกลับมารีเซ็ตทุกอย่างใหม่หมดเพื่อก้าวตามโลกให้ทัน
ความสำเร็จขั้นเทพของ Intel เริ่มขึ้นในยุคที่มี Andy Grove นั่งแท่นเป็น CEO (ระดับตำนานขึ้นหิ้ง) แล้วมองเห็นโอกาสบนชิปที่ใช้สถาปัตยกรรม x86 ซึ่ง IBM และ Microsoft เจ้าตลาดคอมพิวเตอร์ในยุคนั้นตกลงที่จะใช้สถาปัตยกรรมนี้ Intel ครองตลาดชิป CPU ทั้ง PC และ Data Center มาตั้งแต่ยุค 80 จนถึงช่วงต้นยุค 2000 ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น คู่แข่งในอนาคตเริ่มสร้างตัวขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม ARM หรือ TSMC ที่เดินโมเดลธุรกิจโรงงานผลิตชิป Foundry
ช่วงยุค 2000 Intel เปลี่ยน CEO มาถึงยุคของ Paul Otellini ซึ่งเป็น CEO ที่ไม่ได้มาจากสายวิศวกรรมแต่มาจากสายธุรกิจ ซึ่งผลงานช่วงแรกกับการไปเป็นผู้ผลิต CPU ให้ Mac ของ Apple ดูเหมือนจะเข้าท่า แต่ก็พลาดที่ปฏิเสธไม่รับงานผลิตชิปให้ iPhone เลยทำให้ iPhone หันไปใช้สถาปัตยกรรม ARM แล้วก็พลาดโอกาสบุกตลาด Smartphone มาจนถึงทุกวันนี้
ในเวลาไล่เลี่ยกันก็มีคู่แข่งใหม่ค่ายแดง AMD เพิ่มขึ้นมา ทุ่มงบพัฒนาชิป CPU ซึ่งช่วงแรกไม่สามารถเทียบชั้น Intel ได้เลย (ถ้าบอกว่าใช้ CPU ของ AMD เมื่อ 10 ปีก่อน จะต้องมีอาการไม่ไว้ใจแน่) แต่ด้วยการย่ำอยู่กับที่ของ Intel ทำให้ AMD ไล่ทันจนแย่งส่วนแบ่งตลาดชิป CPU ฝั่งคอมบ้านไปได้อย่างที่เห็น (AMD ถูกกว่าเล็กน้อย แต่ประสิทธิภาพและคุณภาพไม่ต่างกัน)
ด้วยการมี CEO จากฝั่งธุรกิจ ทำให้ Intel หันไปสนใจแค่ตัวเลขผลประกอบการ ขาดการลงทุน R&D หรือถ้าลงทุนก็เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ ใม่สามารถก้าวไปผลิตชิปขั้นสูงเหมือนอย่างที่ TSMC ทำได้ เพราะตัดสินใจลงทุนผิดพลาดที่ไม่ลงทุนในเครื่อง EUV
ผลสุดท้าย Intel เสียตลาดทั้งฝั่ง CPU คอม PC โรงงาน Foundry ตาม TSMC ไม่เห็นฝุ่น ส่วนธุรกิจ AI ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก และแล้วก็กลับมาใช้ CEO จากสายวิศวกรรมอีกครั้งกับ Pat Gelsinger ซึ่งถือว่ามีวิสัยทัศน์เยี่ยม ปรับโครงสร้างและลดค่าใช้จ่าย ปรับงบไปลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพกับการพัฒนาชิปยุคใหม่จะได้ตอบโจทย์ทั้งธุรกิจ AI และธุรกิจดั้งเดิมอย่างคอม PC บนพื้นฐานของโรงงาน Foundry ที่ตั้งใจผลิตชิปให้บริษัทเองและรับจ้างผลิต (อาจจะมาทันเวลาพอดีกับยุคที่ TSMC ผลิตไม่ทันแล้ว)
แน่นอนว่าแผนนี้ดูเข้าท่า มีทรงเลยทีเดียว แต่ต้องใช้เวลา ซึ่งบอร์ดใจร้อนไปหน่อย เปลี่ยน CEO มาเป็น Lip-Bu Tan จากสายวิศวกรรม อดีตผู้บริหาร Cadence ซึ่ง CEO คนปัจจุบันคนนี้ยังใช้แนวทางแทบเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ ลดขั้นตอนการบริหารองค์กร เน้นวินัยทางการเงินอย่างเข้ม มีการชะลอหรือยกเลิกโครงการที่ยังไม่เห็นคำสั่งซื้อจากลูกค้าที่คุ้มค่าออกไปก่อน จะเดินหน้าอะไรต้องเห็นความต้องการชัดๆ
ถามว่าจะได้ผลหรือไม่? มีโอกาสสูงที่จะเห็น Intel กลับมามีบทบาทในตลาดชิปมากกว่านี้ ในระยะหลังเริ่มมีข่าว Intel เปิดตัวชิปยุคใหม่มากขึ้น โรงงาน Foundry พัฒนา Yield อย่างต่อเนื่อง แต่ที่แน่ๆ คือ แผนนี้ต้องใช้เวลา และบอร์ดต้องอดทนใจเย็นให้เวลาบ้าง
อย่างที่เห็นว่าการเปลี่ยน CEO นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง Intel เลยรวบธุรกิจย่อยมากมายเหลือแค่ 3 ธุรกิจหลัก แบ่งเป็น
กลุ่มธุรกิจหลักดั้งเดิม เป็นธุรกิจเกี่ยวกับขายชิปให้กับทั้งลูกค้ารายย่อย (คอม PC, เกมเมอร์สายประกอบคอม) และลูกค้า Data Center ซึ่งต่างเป็นธุรกิจที่มีกำไรแล้ว เมื่อ Q4/25 ทำรายได้รวม $12.93 billion ลดลง 1.4% (YoY) ทั้งปี 2025 ทำรายได้ไป $49.14 billion ลดลง 0.65% (YoY)
ธุรกิจอันเป็นความหวังของบริษัท เพราะถ้าพัฒนาไปล้ำได้ตามเป้า ผลิตชิประดับท๊อปได้เทียบชั้น TSMC ก็จะดีสองเด้งเลย ได้ทั้งชิปของบริษัทเองและรับจ้างผลิตด้วย ถึงขั้นเรียกตัวเองว่าเป็นบริษัทเดียวที่ทำได้ครบวงจรขนาดนี้
Q4/25 เป็นไตรมาสที่ Intel เริ่มผลิต Intel 18A ในระดับ High-volume ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์เองได้แล้ว มีส่งสินค้าล๊อตแรกแล้ว รายได้ $4.5 billion เพิ่มขึ้น 3.8% (YoY) Operating Margin ยังขาดทุน 55.7% ใกล้เคียงกับ Q4/24 ที่ขาดทุน 51.8% ทั้งปี 2025 ทำรายได้ $17.8 billion เพิ่มขึ้น 2.93% จากปี 2024 และ Operating Margin ขาดทุน 57.8% ดีขึ้นจากปี 2024 ที่ขาดทุน 76.7%
ปี 2025 รายได้เพิ่มขึ้นจากรายได้ฝั่ง Back-end services ซึ่งเกี่ยวกับการประกอบเป็นชิปที่เห็นในวงจรสีเขียว ซึ่งรวมไปถึงขั้นตอนเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี Advanced Packaging ส่วนฝั่ง Front-end services น่าจะไม่เด่นมาก เพราะตอน Q3/25 รายได้ก็ลดลง
พูดถึง Advanced Packaging เป็นเทคนิคการผลิตที่มาแรงในยุคที่ยังไม่สามารถใช้ node 2 nm แต่โลกต้องการความสามารถจากชิปตํ่ากว่า 2 nm ไปแล้ว ก็เลยต้องเอาชิปเท่าที่มีอยู่มาซ้อนกันเพื่อเร่งขยายความสามารถรองรับตลาด
Intel บอกว่าเทคโนโลยี Advanced Packaging EMIB และ EMIB-T จะเป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่าง บริษัทจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาคุณภาพและ Yield รับการเพิ่มกำลังผลิตในครึ่งหลังของปี 2026
เป็นแหล่งรวมธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก มีถือหุ้นในบริษัทชื่อดังอย่าง Mobileye ที่ทำระบบขับขี่อัตโนมัติ และ Altera บริษัทผลิตชิปที่ตั้งโปรแกรมตามสั่งลงไปได้ แล้วถ้าดูจากทิศทางของ Intel ก็ค่อนข้างชัดมากว่าในอนาคตธุรกิจในกลุ่มนี้น่าจะลดบทบาทลงไปเรื่อยๆ
รายได้ปี 2025 ลดลง 1.05% อยู่ที่ $3.53 billion แต่ทำ Operating Margin ได้ 7% จากปี 2024 ที่ขาดทุน 2% ได้รับแรงหนุนความต้องการสินค้าของ Mobileye เพิ่มขึ้น
หลังจากรอมานานสำหรับชิปที่มีขนาดล้ำๆ บริษัทก็เปิดตัวชิปรุ่นใหม่ที่อยู่บนเทคโนโลยีการผลิตชิปแบบ Intel 18A ที่บริษัทบอกว่ามีความหนาประมาณ 1.8 nm แต่ตลาดก็จัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับชิป 2 nm ของฝั่ง TSMC, Samsung ซึ่งกำลังผลิตในระดับใหญ่แล้ว
ตอนนี้ถึงเห็นว่ามีสินค้าผลิตออกมาบนพื้นฐานเทคโนโลยี Intel 18A แล้ว แต่ยังแค่เริ่มต้น เพราะด้วย Yield ที่ยังไม่ถึงขั้นสูงมาก ทำให้ผลิตไม่ทันความต้องการ ต่อจากนี้ Intel ต้องพัฒนาจุดนี้ต่อไป ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น
จากข้อมูลที่หามาเจอว่านักวิเคราะห์คาดว่าช่วงกลางปี 2025 Intel น่าจะทำ Yield ได้ประมาณ 55% แต่ก็มีข่าวล่าสุดเมื่อเดือน พ.ย. บริษัทประกาศเองว่า Yield กำลังเพิ่มขึ้นเดือนละ 7% ทำให้คาดว่าตอนนี้น่าจะทำ Yield ขึ้นมาที่ 65-75% และถ้ายังพัฒนาในอัตรานี้ ก็มีโอกาสที่ Intel 18A จะแข่งขันในเชิงพาณิชย์แบบชัดๆ ได้ภายในครึ่งแรกของปี 2026
ปี 2026 เป็นปีที่สำคัญกับ Intel มาก เพราะประกาศเล่นใหญ่ขนาดนี้แล้ว ตลาดคาดหวังพัฒนาการจากฝั่งลูกค้าอย่างชัดเจน ถึงจะมีข่าวประกาศว่า Microsoft ร่วมมือพัฒนาชิป AI แต่ยังไม่เปิดเผยว่าจะใช้เทคโนโลยีแบบไหน ฝั่ง Amazon ก็ประกาศความร่วมมือพัฒนาชิป AI เช่นกัน
แถมเมื่อปลายปีทาง Intel ประกาศว่ามี Backlog ของธุรกิจ Foundry อยู่ประมาณ $15 billion ผู้บริหารก็บอกในงานสัมมนาอีกเสียงว่าความต้องการสินค้าที่ผลิตจาก Advanced Packaging จากทั้งลูกค้ากลุ่ม Cloud และองค์กรใหญ่มาแรงมาก
พูดถึงเทคโนโลยี Intel 18A บอกเลยว่าบริษัทเอาจริงมาก นั่นเพราะ Intel ประกาศเปิดตัวชิป CPU รุ่นใหม่ Intel Core Ultra series 3 ทางฝั่ง PC ก็เป็นชื่อรหัส Panther Lake ส่วนฝั่ง Data Center ชื่อรหัส Clearwater Forest ซึ่งนี่แหละคือสินค้าที่บอกว่าเริ่มผลิตด้วย Intel 18A ไปแล้ว และก็มีแผนเปิดตัว Nova Lake ช่วงปี 2026-2027
หลังอ่าน Transcript งบ Q4/25 เริ่มคิดแล้วว่าหลังตลาดเล่นเรื่อง Memory ขาดแคลนเสร็จแล้ว จะมาเล่นเรื่อง CPU ต่อ เพราะตอนนี้ก็เริ่มมีข่าวของขาดบ้างแล้ว และฝั่ง Intel เองก็บอกในงบเลยว่าทุกอย่างกำลังชี้ว่า CPU จะมีบทบาทใน Data Center มากขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่ AI เริ่มถูกเอามาใช้จริงแล้ว บริษัทมองว่าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากมนุษย์เขียน Prompt ให้ AI ไปสู่ computer-to-computer ซึ่งการคิด Prompt มันต้องใช้ชิป CPU
ด้าน AI บริษัทก็มีชิป Intel Gaudi (node 5 nm) ชิปแบบ ASIC เอาไว้ใช้พัฒนา AI เฉพาะทาง ในปี 2025 รายได้ธุรกิจ Custom ASICโตแรงกว่า 50% แต่ต้องยอมรับว่าแทบไม่มีบทบาทในตลาด เป็นเพียงแค่ชิปทางเลือกเท่านั้น
แต่ Intel ก็จับกระแส AI ด้วยความร่วมมือกับ NVIDIA พัฒนาผลิตภัณฑ์หลายอย่าง โดยสำหรับ Data Center ทาง Intel จะสร้าง Custom x86 CPU เพื่อเอาไปใช้ในโครงสร้างพื้นฐาน AI ของ NVIDIA และสำหรับคอม PC ทาง Intel จะใส่ CPU x86 (SOCs) ขั้นเทพเข้าไปในการ์ดจอจาก NVIDIA ยังไม่แตะว่าจะให้ Intel ผลิต GPU ให้ NVIDIA แต่อย่างใด
ข้อดีของการใช้ CPU x86 ในผลิตภัณฑ์ของ NVIDIA คือ สามารถรับโหลดงานประมวลผลได้มากกว่าสถาปัตยกรรม ARM อย่างมาก แต่ก็แลกมาด้วยการใช้พลังงานและความร้อนที่มากกว่า ซึ่งยุคนี้ที่ผลลัพธ์สำคัญกว่าก็คงยังไม่มีใครสนใจมาก อัดระบบ Cooling เข้าไปก่อน และช่วยให้ NVIDIA ขยายตลาดได้เพิ่มขึ้นไปอีก (Intel ก็รับประโยชน์ไปด้วย)
ส่วนการพัฒนา Intel 14A ที่มาพร้อม Technology 1.4 nm จากการสำรวจลูกค้า Intel บอกว่าได้รับผลตอบรับดี และมีบทเรียนจากการพัฒนา Intel 18A แต่เรื่องนี้อยากให้อย่าเพิ่งเชื่อแผนการมาก เพราะต้องรอความสำเร็จของ Intel 18A ก่อน แถม CEO ก็ย้ำตลอดว่าต้องมีความต้องการจากลูกค้ามากพอคุ้มค่าที่จะเปิดไลน์การผลิตใหม่ ล่าสุด CEO มองว่าจะรู้ความต้องการแน่ๆ ช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027 ดังนั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้ แต่ถ้าพัฒนาสำเร็จตามแผน บริษัทก็มองถึงขั้นเป็น industry standard และจะเป็นผลดีกับ Intel มากแน่นอน
ตั้งแต่ต้นถึงกลางปี 2025 ยังไม่มีอะไรพิเศษสำหรับ Intel ถึงแม้จะได้รับเงินสนับสนุนตั้งแต่สมัยรัฐบาลไบเดน แถมด้วยประโยชน์จากกฎหมาย CHIPS Act แต่ก็ยังเป็นแค่บริษัทชิปที่กำลังหาทางกลับมายิ่งใหญ่ และแล้วพ่อใหญ่ทรัมป์จัดการให้รัฐบาลสหรัฐฯ จ่ายเงินลงทุน $8.9 billion เข้าไปถือหุ้น Intel 10% เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน (ยกเว้นเข้าไปซื้อหุ้นอุ้มบริษัทเพราะเกิดวิกฤติ)
ล่าสุดแค่พ่อใหญ่ทรัมป์ออกมาบอกว่า “เพิ่งเสร็จสิ้นการประชุมที่ยอดเยี่ยมกับ CEO ที่ประสบความสำเร็จของ Intel” “รัฐบาลสหรัฐฯ ภูมิใจที่เป็นผู้ถือหุ้น Intel” หุ้น Intel ก็วิ่งขึ้น 2%
ถึงตอนนี้จะยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นมากไปกว่านี้ แต่อาจมีโอกาสอีกมากมายรออยู่ แน่นอนแล้วว่าสหรัฐฯ กับจีนจะยังเป็นคู่แข่งแย่งตำแหน่งมหาอำนาจต่อไป ซึ่งเรื่องชิปก็เป็นหนึ่งในสมรภูมิสำคัญ แล้วการเข้าไปถือหุ้นแบบนี้มันชัดเจนว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ออกหน้าสนับสนุนสุดซอย ดันให้ Intel เป็นบริษัทชิปแห่งชาติ
ไม่แน่ว่าถ้า Intel สามารถดัน Intel 18A ออกมาได้เต็มที่แล้ว อาจเห็นรัฐบาลสหรัฐฯ (ย้ำว่าอย่างน้อยก็ยุคทรัมป์นะ) ใช้อิทธิพลบางอย่าง ขอความร่วมมือกึ่งบังคับให้บริษัทชิปที่ทำธุรกิจในสหรัฐฯ หันมาใช้ Intel Foundry ผลิตชิปให้
นอกจากรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เข้ามาถือหุ้นแล้ว ยังได้ NVIDIA เข้ามาใส่เงินลงทุน $5 billion ถือหุ้น Intel พร้อมความร่วมมือมากมาย เรียกได้ว่าถ้ามีไอเทมลับอะไรในกระเป๋า ตอนนี้ใส่ไปเต็มกราฟแล้ว
Q4/25 ทำรายได้รวม $13.7 billion ลดลง 4.1% (YoY) Gross Profit Margin 36.1% ลดจาก Q4/24 ที่ 39.2% หัก SG&A, R&D และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทำ Operating Income ได้ $580 million เพิ่มจาก Q4/24 ที่ทำได้ $412 million สุดท้าย Intel ยังขาดทุนอยู่ $591 million เพิ่มจาก Q4/24 ที่ขาดทุนไป $126 million
Q4/25 Intel จ่ายหนี้ไป $3.7 billion ต่อเนื่องจาก Q3/24 ที่จ่ายไปก่อน $4.3 billion ซึ่งอันนี้ก็เป็นหนึ่งในนโยบายปรับโครงสร้างจัดระเบียบการเงิน ตอนนี้หนี้รวมลงมาที่ $46.58 billion จากเมื่อ Q1/25 มีหนี้ $50.15 billion อัตราส่วน D/E 36.9% จาก Q1/25 อยู่ที่ 47.1% (หนี้ลดและส่วนผู้ถือหุ้นเพิ่มจากเงินลงทุนของรัฐบาลและ NVIDIA)
ส่วนเงินสดก็เพิ่มขึ้นใช้ได้เลยนะ ด้วยเงินอุดหนุนและลงทุนซื้อจากรัฐบาลและ NVIDIA Q4/25 มีอยู่ $37.41 billion จาก Q1/25 ที่มี $21.04 billion
เรื่องสภาพการเงินถือว่าน่าชื่นใจ ได้เสริมสภาพคล่องสำรองไว้ก่อน และการใช้หนี้ก็ช่วยลดภาระจุดที่อาจเป็นปัญหาเพิ่มได้ในอนาคตไปบ้าง
บริษัทเผยประมาณการ Q1/26 ที่พอตลาดเห็นปุ๊ป หุ้นร่วงแรงเกิน 10% ทันที ตั้งเป้ารายได้ $11.7-$12.7 billion (ค่ากลาง $12.2 billion) น้อยกว่า Q4/25 ซึ่งปัญหาหลักก็ยังเป็นเรื่องกำลังผลิตไม่พอความต้องการ เน้นผลิตให้ลูกค้า Server เป็นหลัก แต่ผู้บริหารบอกว่าถ้าไม่มีปัญหานี้ ค่ากลาง $12.2 billion จะกลายเป็นแค่ขอบล่างของประมาณการ Intel สามารถทำรายได้มากกว่าประมาณการเยอะ
Gross Profit Margin ตั้งไว้ที่ 34.5% ลดลงอีกเช่นกัน เหตุผลหลักเกิดจากรายได้ลด และบริษัทกำลังเพิ่มการผลิต Intel 18A ของใหม่เพิ่งเริ่มผลิต ต้นทุนเลยเพิ่มตาม
สำหรับ Capex ปี 2026 ตั้งไว้แทบเท่าปี 2025 จะเน้นใส่งบไปตั้งแต่ครึ่งแรกของปีเพื่อแก้ปัญหาการผลิต ส่วนงบ Capex สำหรับ Intel 14A จะยังไม่มีอะไรขยับจนกว่าลูกค้าตกลงซื้อชิปอย่างเป็นทางการแล้ว ส่วน Operating Expense ปี 2026 ตั้งไว้ $16 billion ลดลงเล็กน้อยจากปี 2025 ตามนโยบายปรับโครงสร้างเข้มงวดค่าใช้จ่าย
อย่างที่บอกไปว่าปี 2026 จะเป็นปีสำคัญของ Intel โดยเฉพาะเรื่อง Yield ของ Intel 18A ที่ต้องดีมากพอผลิตเชิงพาณิชย์ได้แล้ว ถ้าทำได้ก็จะเป็นจุดเปลี่ยนเลย แต่ถ้าทำไม่ได้ ในขณะที่คู่แข่งอย่าง TSMC และ Samsung เริ่มผลิตไปแล้ว Intel จะไม่ใช่แค่ตัวเลือกรองในวงการ Foundry แต่อาจหลุดวงโคจรชนิดที่แทบไม่มีทางตามทันก็ได้
ในกรณีที่ทำได้ตามคาด Intel ยังมีงานเหลืออีกเพียบ ซึ่งเรื่องนี้ใช้เวลาและพลาดไม่ได้ นั่นคือ สร้างความเชื่อมั่น Intel ต้องผลิตชิปให้ได้คุณภาพคงที่ ส่งสินค้าได้ตามกำหนด (TSMC มีส่งล่าช้าบ้าง ก็เพราะคิวเต็มและการเป็น TSMC ลูกค้าเลยยอมรอได้) มิฉะนั้นแล้วความพยายามที่ทำมาขนาดนี้ก็ไร้ประโยชน์ และ Intel จะกลายเป็นพระรองแห่งวงการ Foundry ไปอีกนาน
ปัญหาเรื่อง Yield สร้างอีกปัญหาแห่งปี 2026 คือ เรื่อง Supply ชิป เพราะความต้องการพุ่งแรงมารอขนาดนี้แล้ว ถ้ายังคว้าไว้ไม่ได้เลย เสียของมาก แถมเสียโอกาสแย่งส่วนแบ่งตลาดอีก ยิ่งถ้าตลาดหันมาเล่นกระแส CPU ขาดแคลน มันคงน่าเสียดายมากถ้า Intel ไม่มีส่วนได้ประโยชน์เลย แล้วยังเป็นคู่แข่งค่ายแดง AMD ที่ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ
พูดถึงกระแส Memory ขาดแคลน ราคาพุ่งแรงกระทบมาถึง Intel ด้วยราคา Memory ที่สูงมาก ลูกค้าฝั่ง PC ลดต้นทุน ยอมซื้อคอมสเปคต่ำลง ปัญหานี้ซ้ำเติมรายได้ฝั่ง CCG แน่นอน แล้วก็ทำให้ Gross Margin ลดลง เพราะ Intel มีขายชิป CPU ที่ติด RAM ไปด้วย อย่างชิปรหัสรุ่น Lunar Lake
ทั้งนี้ทั้งนั้นปัญหาทุกอย่างจะหายไปทันที เมื่อธุรกิจ Foundry ทำ Yield ได้อย่างที่คาดหวังไว้ ปล่อย Intel 18A ออกมาเต็มกำลังผลิตตามมาตรฐาน
Intel เป็นหุ้นที่ใช้คำว่า High Risk High Return ได้แบบไม่อาย อย่างที่เห็นชัดว่าเรื่องความต้องการชิปไม่ใช่ปัญหาเลย เป็นโอกาสมหาศาลด้วยซ้ำ อยู่ที่ว่า Intel จะคว้าไว้ได้ไหม? ถ้าทำได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับ Yield ของ Intel 18A ก็จะก้าวขึ้นมาเป็นอีกผู้เล่นทางเลือกในธุรกิจ Foundry จากนั้นก็ Turnaroundมากกว่านั้น Intel ยังมีรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นพลังแฝง นี่แหละที่บอกว่า High Return
แต่ถ้าทำไม่ได้ Intel จะตกรถโอกาสครั้งใหญ่ระดับร้อยปีมีครั้ง แล้วหลุดจากกระแส AI ไปเลย แล้วด้วย Valuation ที่ขึ้นมารอด้วย “ความหวัง” ในระดับหนึ่งแล้ว ก็จะผิดหวังกันไป แน่นอนว่าราคาหุ้นคงตกแรงแน่ๆ ซึ่งคงไม่ได้เกิดจาก Valuation ตึงตัวอย่างเดียว แต่เป็นเพราะผิดหวังที่ตกรถพลาดโอกาสสำคัญ นี่ก็คือ High Risk
No posts

Comments
Nothing yet. Say the first thing.
Sign in to join the conversation.