Blog
waymagazine.org | นิตยสาร WAY
bitter life, better world
Subscribe:.rss.atom.json.md
Live Last read · last published · next check
Latest posts

ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา การถกเถียงเรื่อง AI มักวนเวียนอยู่กับคำถามเดิมๆ ว่า AI จะมาแย่งงานโปรแกรมเมอร์หรือไม่ นักกฎหมายจะถูกแทนที่หรือเปล่า นักบัญชีจะยังจำเป็นอยู่ไหม เราเฝ้ามอง Generative AI ที่เขียนบทความ ตอบคำถาม และสร้างรูปภาพได้อย่างน่าทึ่ง ก่อนที่โลกจะก้าวต่อมาสู่ Agentic AI ซึ่งสามารถวางแผน ประสานงาน และทำงานหลายขั้นตอนแทนมนุษย์ได้ด้วยตัวเอง แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในวันนี้…

ผมตอบปัญหาชิงรางวัลจาก นิตยสารชัยพฤกษ์ และ ชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์ ร่วมกับพี่ชาย นพ.ประสิทธิ์ (พี่ชายตอบได้มากกว่า) ได้รางวัลเป็นหนังสือชุดเด็กของไทยวัฒนาพานิชเล่มละ 7 บาทเวลานั้น รวมแล้วมากกว่า 30 เล่ม หนึ่งในนั้นคือ คนสำคัญและเทพนิยายกรีก สมบัติ จำปาเงิน แปลจาก Famous Men of Greece ของ John H. Haaren&A.B. Poland เป็นพ็อกเก็ตบุ๊คหนา 192 หน้า ไทยวัฒนาพานิช พ.ศ.2515…

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมากมายในสังคมไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไม่ได้เกิดจากการที่ผู้คนต้องการสิ่งเดียวกันแล้วแข่งขันกันเท่านั้น หากเกิดจากการที่ผู้คนมีความสำนึกแตกต่างกันเกี่ยวกับสิ่งที่ถูกต้องยุติธรรมและสิ่งที่สมควรจะเป็นในความสัมพันธ์ทางสังคม จึงอยากจะชักชวนให้สังคมได้ร่วมกันคิดและทำความเข้าใจกันให้มากขึ้นว่า ปัญหารากฐานของความขัดแย้งจำนวนมากเป็นความขัดแย้งทางจริยธรรมในสังคมไทยร่วมสมัย ใช่หรือไม่…

หากแนวคิดว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) ให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัยหลักคือ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม แนวคิดและข้อเสนอ ‘เมืองที่เป็นธรรม’ ก็คือการเติม ‘ความเป็นธรรม’ เข้าไปสู่ 3 ปัจจัยหลักของการพัฒนาที่ยั่งยืน ซูซาน ไฟนสตีน (Susan Fainstein) นักวิชาการด้านผังเมือง แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) คือผู้บุกเบิกแนวคิดนี้ หนังสือของ ไฟนสตีน ชื่อ The Just City…

ก่อนมาอยู่ที่นี่ คนทั่วไปจะเรียกผมว่า ‘คนรู’ เพราะเราอยู่ใต้สะพาน หลังคาบ้านพวกผมราคาเป็นพันล้านหมื่นล้าน แพงกว่าบ้านนายกฯอีกมั้ง พอถึงช่วงปี 2536 กทม.เริ่มมีนโยบายไล่คนที่อยู่ใต้สะพาน พอเขาไล่จากสะพานนั้น ผมก็ย้ายไปอยู่อีกแห่ง เป็นอย่างนี้อยู่พักหนึ่ง ตอนนั้นทั่วกรุงเทพฯมีชุมชนใต้สะพานประมาณ 68 แห่ง มีคนอาศัยใต้สะพาน 2,000-3,000 คน ช่วงนั้นอาจารย์บุญเลิศ วิเศษปรีชา พี่สุวิทย์ วัดหนู…

ในช่วงรอยต่อระหว่างทศววรษ 2530 ถึงต้น 2540 หากใครติดตามข่าวสาร อ่านรายงาน สารคดีตามหน้าสิ่งพิมพ์ นิตยสาร หรือดูสารคดีโทรทัศน์ ประเด็นหนึ่งที่คนทำงานสื่อยุคนั้นให้ความสนใจ และผลิตออกมาเป็นชิ้นงานสื่อสารอยู่บ่อยๆ คือ เรื่องราวชีวิตคนใต้สะพาน หากจัดลำดับความยากจน ถัดจากคนไร้บ้านที่มีสถานะอยู่ชายขอบล่างสุด คนใต้สะพานก็คือกลุ่มคนจนเมืองที่อยู่ในวรรณะยากไร้ลำดับถัดมา ข้อมูลจากมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย…

ผมเกิดที่อุบลราชธานี แต่ปักหลักอยู่ที่ชุมชนหมอเหล็งตั้งแต่ปี 2539 ก่อนหน้านั้นพี่สาวกับพี่เขยเขามาอยู่ก่อน ผมมาช่วยเขาสร้างบ้านในช่วงปี 2534-2535 ก่อนจะย้ายตามเข้ามา ชุมชนเราจึงเริ่มต้นอยู่กันแบบพี่น้อง เดิมตรงนี้เป็นบ้านพักรถไฟ พอเขายกเลิกบ้านพัก รื้อบ้านเดิมออก พี่น้องเราก็เข้ามาบุกเบิกอยู่อาศัยตามพื้นที่ว่าง เริ่มต้นตอนแรกประมาณ 7-8 หลัง ตอนนี้มีประมาณ 124 ครัวเรือน…

ชุมชนหมอเหล็งตั้งอยู่ริมบึงมักกะสัน พิกัดที่ตั้งไม่ห่างจากชุมชนบุญร่มไทร พญาไท มากนัก สิ่งที่ต่างกันในทางกายภาพคือ ขณะที่ชุมชนบุญร่มไทร มีลักษณะค่อนข้างเปิดโล่ง มีทางเดินเลียบรางรถไฟให้ผู้คนเดินผ่าน เป็นเส้นทางสัญจรของคนในชุมชนและคนภายนอก แต่ชุมชนหมอเหล็งมีลักษณะชัยภูมิค่อนข้างปิด ทางเดินระหว่างบ้านต่อบ้านหลายช่วงคดโค้ง และแคบในระยะเดินสวนกันไหล่ชนไหล่ คนที่จะผ่านเข้ามาในชุมชน…

พื้นเพผมเป็นคนกาญจนบุรี ย้ายมาหากินในกรุงเทพฯ ปัจจุบันอาชีพหลักขับวินมอเตอร์ไซค์ อยู่ที่นี่ตั้งแต่ปี 2545 เดิมทีตรงนี้เป็นที่รกร้าง ตอนที่มาอยู่เราก็รู้ว่าตรงนี้เป็นที่ของรถไฟ เพราะยังมีบ้านพักร้างของเจ้าหน้าที่รถไฟ สภาพบ้านก็เห็นว่าเขาต่อเติมขยับขยายเพื่อให้ญาติมาอยู่ด้วย ชาวบ้านที่อยู่ละแวกใกล้เคียงพอเห็นมีการต่อเติมก็เลยทำบ้าง แรกๆ ก็ทำเป็นเพิงนั่งเล่นกัน แล้วก็ขยายเป็นที่หลับที่นอน…

มองจากชานชาลารถไฟฟ้า BTS สถานีพญาไท ตามแนวรถไฟสายตะวันออกทิศทางขาเข้า จากถนนพญาไทไปจรดถนนพระราม 6 ฝั่งซ้ายมือของรางรถไฟนับจากถนนพญาไทมีชุมชนผู้อยู่อาศัยตลอดแนวริมทางรถไฟ 3 ชุมชน เริ่มจากชุมชนแดงบุหงา ฝั่งพญาไท ชุมชนบุญร่มไทร อยู่บริเวณกึ่งกลาง และปลายทางจรดถนนพระราม 6 คือชุมชนหลังกรมทางหลวง ชุมชนเพิงพักปลูกสร้างชั่วคราวอย่างซอมซ่อ หมอบตัวเรี่ยติดดินริมทางเดิน…